สวัสดีจ้า ไม่ได้เข้ามาอัพบล็อกเลยเนอะ จะสามเดือนรึยังนะ... ที่หายไปนานมาก เพราะวุ่นวายกับเรื่องงานอยู่ค่ะ
 
สำหรับเพื่อนคนไหนที่เรายังไม่ได้อัพเดทข่าวให้ฟัง ก็ ตอนนี้เราเป็น concept artist ให้กับบริษัทเกมออนไลน์แห่งหนึ่งอยู่ค่ะ งานก็เยอะพอสมควร บอกตามตรงคือ เราไม่เคยรู้ระบบการทำงานมาก่อนเลยด้วยซ้ำ เพราะปกติวาดแต่อิลัสธรรมดา ไม่เคยทำงานกับทีมที่มีคนเยอะแบบนี้มาก่อน ค่อนข้างใช้เวลานาน ในการปรับตัว (ตอนนี้ก็ยังขลุกขลักอยู่) เมื่อก่อนยังเคยถามตัวเองในใจเลยว่า ไอ้คอนเซปท์อาร์ตติสท์นี่มันทำอะไรกัน (วะ) วันนี้ได้มาเป็นซะเอง เลยเข้าใจแล้ว ซึ้งเลยทีเดียว โฮรว มันมีอะไรอีกเยอะจริงๆ ที่เรายังไม่ได้ค้นพบ
 
สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจงานคอนเซปท์อาร์ต อธิบายง่ายๆ คือ ไม่ว่าภาพยนตร์ อนิเมชั่น หรือเกม ก่อนที่จะออกมาเป็นฉากแต่ละฉาก ตัวละครแต่ละตัว เสื้อผ้าแต่ละชุด มันต้องผ่านการดีไซน์มาก่อนค่ะ การดีไซน์สิ่งเหล่านี้ คือหน้าที่ของ concept artist ถือว่าเป็นงานส่วน pre production ค่ะ
 
งานของเราคือ ต้องวาดรูปให้ทีม modeling ดูเป็นแบบอ้างอิง (ทีม modeling คือทีมปั้นโมเดล 3D สำหรับนำมาประกอบเป็นเกม) งานที่เราทำส่วนใหญ่ตอนนี้ คือสเก็ตช์ภาพตัวละคร และฉาก งานที่เราวาด จะไม่ได้ออกไปสู่สาธารณชน เราไม่สามารถโพสท์งานลงเว็บได้ จนกว่าโปรดัคชั่นจะเรียบร้อย และงานจะหมดคุณค่า เมื่อทีม modeling ปั้นโมเดลเสร็จ... คนงานสายนี้ต้องเป็นมนุษย์ที่ไอเดียโฟลว์เยอะๆ วาดเร็วๆ และสื่อสารรู้เรื่อง (ซึ่งเราไม่มีในสามข้อนี้ในตัวเลย กร๊าก)
 
หลังจากทำงานไปได้ 1 เดือน วันนี้เป็นวันที่ได้เงินเดือนเป็นเดือนแรกของชีวิต ก็เลยมีฟิลที่อยากจะมานั่งรำลึก ว่า 1 เดือนที่แล้ว เราได้อะไรไปจากการทำงานบ้างนะ ซึ่งเราเพิ่งค้นพบว่า นอกจากการวาดรูปแล้ว มันยังมีรายละเอียดปลีกย่อย ที่คาดไม่ถึงอีกเยอะ ในการทำงานกับคนหมู่มากค่ะ
 
 
 
 
1. ความอ่อนน้อมถ่อมตนนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง แต่ต้องถูกวิธี
"อ่อนน้อมถ่อมตน" ไม่ได้หมายความว่า เราต้องยอมคนเสมอไป เช่น ในกรณีที่ถูกเอาเปรียบหรือโดนดูหมิ่นอย่างรุนแรง นอกจากนี้ ต้องแยกให้ออก ระหว่าง "อ่อนน้อมถ่อมตน" กับ "ดูถูกตัวเอง" ความรู้สึกประมาณว่า "ขอโทษนะคะ งานของหนูมันห่วยจริงๆ" แบบนี้ คิดได้ แต่ห้ามแสดงออกมาอย่างเด็ดขาด ถ้าเรายังไม่เชื่อมั่นในตัวเอง แล้วใครจะมั่นใจในตัวเราได้ ถึงข้างในจะหวั่นยังไง ต้องแสดงออกด้วยความมั่นใจ และภาคภูมิใจเสมอ เพราะมันคือการให้เกียรติตัวเองและให้เกียรติผู้ร่วมงานด้วย
 
2. อย่าคิดว่ารู้ไปทุกเรื่องและไม่ยอมรับอะไรใหม่ๆ
นั่นคือการปิดโอกาสการพัฒนาตัวเองโดยสิ้นเชิง สิ่งใหม่ๆ ที่เราได้รับมาในตอนแรก เมื่อนำมาประยุกต์ใช้กับแนวทางเดิมของเรา อาจจะไม่ชิน แต่มันอาจมีประโยชน์ในภายหลัง
 
3. การสื่อสารสำคัญมาก
การทำงานในบริษัท คือการทำงานเป็นทีม สิ่งที่สำคัญคือ การสื่อสารระหว่างบุคคล ต้องสื่อสารให้ชัดเจน ไม่ขาดตกบกพร่อง ระหว่างทำงาน ก็จะมีการคุยงานเป็นระยะๆ ถ้าไม่มั่นใจอะไร ถามให้เคลียร์ไปเลย ดีกว่าทำงานเงียบๆ ไม่พูดไม่จา แล้วงานออกมาผิดคอนเซปท์ไปหมด ก็ต้องทำใหม่อยู่ดี
 
4. อย่านินทา อย่าตำหนิเพื่อนร่วมงาน
ถ้าเจอเพื่อนร่วมงานไม่ถูกใจ อย่าพยายามไปตำหนิ หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเขา เพราะมันจะสร้างปัญหาให้กับตัวเราเอง ทางที่ดี ให้ปรับใจเราให้ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ จะดีกว่า แต่ถ้าไปพบเจออะไรที่ผิดวินัยขั้นร้ายแรง แบบนี้ก็ต้องเตือนกันแล้วล่ะนะ ประเด็นมันอยู่ตรงที่การแยกแยะว่าเรืองไหนควรพูด หรือไม่ควรพูด ส่วนการนินทา ถือเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับการทำงานบริษัทเลยทีเดียว แล้วเราจะเสียใจ ถ้าคำพูดของเรา ย้อนกลับมาทำลายตัวเราเอง ในวันข้างหน้า ถ้าอยากนินทา อยากระบายอะไร แนะนำให้บ่นกับเพื่อนนอกบริษัท หรือคนในครอบครัว ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง
 
5. บางครั้ง การให้ของขวัญตามมารยาทก็เป็นสิ่งจำเป็น
ไม่ได้เฟค ไม่ได้ประจบ แต่มันคือการเข้าสังคม และแสดงว่าเราให้ความสำคัญกับฝ่ายตรงข้ามมากแค่ไหน วันเกิด ปีใหม่ โอกาสพิเศษอะไร ก็ควร remind ตัวเองให้ทราบตลอดเวลา ไปเที่ยวไหนก็ซื้อของเล็กๆ น้อยๆ กลับมาฝากเพื่อนบ้างตามที่งบประมาณอำนวย
 
6. แค่วาดรูปสวย ไม่ได้หมายความว่าคุณเก่ง
อาชีพ concept artist ไม่ใช่วาดรูปสวยแล้วจะเป็นได้ง่ายๆ มันมีรายละเอียดปลีกย่อยที่เยอะมาก เช่น การ  โคงานกับฝ่าย modeling การตีโจทย์ที่ได้มา การปรับสไตล์การวาดให้เข้ากับงาน การบริหารเวลาวาดกับคุณภาพของงานให้ไปด้วยกันได้ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้ประสบการณ์ตรง ไม่มีหนังสือเล่มไหนที่จะอธิบายให้เข้าใจได้ เพราะปัญหาเฉพาะหน้ามันไม่ถูกเขียนอยู่ในหนังสืออยู่แล้ว
 
ปัญหาใหญ่ที่เราเจอเลยก็คือ สไตล์งานค่ะ คือ สมมติง่ายๆ คุณเป็นคนไม่ชอบวาดกล้าม วันๆ วาดแต่ผู้ชายสวยแบบการ์ตูนญี่ปุ่น แต่งานบังคับให้ต้องวาดกล้าม และสัดส่วนคนแบบเรียลลิสติก เจอแบบนี้ไปก็เอ๋อไปหลายวันเลย ต้องมานั่งเปิดหนังสืออนาโตมี่ ปรับลายเส้นตัวเองใหม่ ซึ่งมันก็ไม่ง่ายเลย แล้วยังเจอกับโจทย์ที่ไม่แน่นอน บางครั้งเบื้องบนยังไม่สรุปธีมที่ชัดเจน ทำให้การทำงานอีรุงตุงนังไปบ้างด้วยล่ะ
 
นอกจากนี้ เราเข้าใจเรื่อง drawing skill กับ design skill ผิดไปมาก (ดีที่ได้แนวคิดของพี่สกาลช่วยไว้) คือ คนทำงานสายนี้ จะเน้นที่ design skill เป็นหลัก นั่นคือ เน้นความเจิดในการ "ดีไซน์" ไม่ได้เน้นเพ้นท์สวย วาดละเอียด อลังการดาวล้านดวงอะไรขนาดนั้น งานหลักๆ ที่ทำก็ป้อนให้กับทีมปั้นโมเดลทั้งนั้น full CG แทบไม่ได้แตะมาเป็นเดือนแล้ว จะมีก็แค่ลง shade เสื้อผ้าตัวละคร นิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น
 
สิ่งที่จะช่วยได้คือ พยายามมองหารุ่นพี่ไว้ ปรึกษาคนที่มีประสบการณ์ ที่เหลือก็ต้องพึ่งไหวพริบของตัวเองล้วนๆ อย่าลืมว่า ไม่มีใครสามารถช่วยเราได้ไปตลอดรอดฝั่ง สุดท้าย เราก็ต้องรับมือกับปัญหาเพียงลำพังอยู่ดี
 
7. เป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญ แต่วิธีการไปสู่เป้าหมายสำคัญกว่า
สิ่งที่ทีมต้องการคือผลงานที่สำเร็จ ไม่เกี่ยงว่าจะใช้วิธีไหน ขอให้ประหยัดเวลา และได้คุณภาพงานดีใช้ได้ก็เพียงพอ พูดเหมือนง่าย แต่ทำยาก สิ่งที่ยากก็คือ "วิธีการ" นี่แหละ ลองจินตนาการถึงผลงานหนึ่งชิ้น มันมีวิธีการสร้างขึ้นมาได้เป็นร้อยแปดวิธี แล้วเราจะใช้วิธีไหน ให้ได้งานคุณภาพดี ในเวลาที่เหมาะสม และสิ้นเปลืองทรัพยากรน้อยที่สุด นอกจากเราจะรู้ทั้งร้อยแปดวิธีแล้ว บางครั้ง เราอาจจะสร้างวิธีที่ 109 ขึ้นมาด้วยตัวเองก็ได้ 
 
8. เปิดใจให้กว้าง "มาก-มากที่สุด"
ฟังความคิดเห็นทุกฝ่าย ทุกงานที่เราทำล้วนมีจุดบกพร่องอยู่เสมอ และบางอย่างถึงแม้มันจะถูกใจเรา แต่ไม่ถูกใจทีม ก็ถือว่าไม่ผ่าน โดยเฉพาะเด็กจบใหม่เพิ่งเข้าไปทำงาน ยิ่งควรจะเปิดกว้างมากๆ อย่างเราในตอนแรกยอมรับเลยว่า คิดว่าตัวเองรู้อยู่แล้ว พอมีประสบการณ์แล้ว แต่เข้าไปทำงานจริงๆ มันไม่ใช่เลย เรายังอ่อนประสบการณ์อยู่มาก หลังๆมานี่ พอมีคอมเม้นท์อะไรมาก็ต้องจำใส่ใจไว้ปรับใช้กับงาน พยายามปรับตัวเข้ากับทีม ไม่ใช่ให้ทั้งทีมมาปรับเข้ากับเรา แบบนี้จะไปด้วยกันลำบาก ในทางกลับกัน ถ้ามีไอเดียเจ๋งๆ ที่คนในทีมคาดไม่ถึง ก็นำเสนอให้ทีมลองไปใช้ดู (แต่ก็อย่าโกรธและเฟล หากทีมไม่รับฟัง หรือนำไอเดียไปใช้ได้ไม่เต็มร้อย)
 
9. อย่าซุกงาน 
ทำงานแล้วต้องนำเสนอผลงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำงานแล้วซุกๆ เก็บไว้ อัพได้ก็อัพ ถ้างานไม่เสร็จ อย่างน้อยอัพให้ดูภาพรวมก่อนก็ยังดี
 
10. พยายามอัพเดทตัวเองตลอดเวลา
อย่าปล่อยตัวเองให้เอาท์จากวงการเด็ดขาด เทคนิคต่างๆ อะไรต่อมิอะไร นิตยสารเอย Tutorial เอย รวบรวมมาศึกษาให้หมด ยิ่งรู้มากยิ่งได้เปรียบ แล้วยังต้องศึกษาคู่แข่งให้มากๆ ตามให้ทันว่า ตอนนี้คู่แข่งทำอะไร แบบไหน ยังไง มีจุดอ่อนตรงไหน และระวังไม่ให้เราทำพลาดแบบเดียวกัน ขณะเดียวกันก็พยายามทำให้ดีกว่าด้วย
 
 
 
 
 
เป็น 10 ข้อแบบคร่าวๆ ที่สรุปมาได้ตอนนี้ เขียนมาจากประสบการณ์ของตัวเองในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมาล้วนๆ เลยค่ะ ถือว่าเป็นช่วงชีวิตที่แปลกใหม่ และน่าตื่นเต้นสำหรับเรามากจริงๆ
 
หวังว่าเพื่อนๆ ที่อ่านและกำลังเริ่มทำงาน จะได้เรียนรู้อะไรไปพร้อมๆ กันนะคะ จริงๆ มีอีกหลายเรื่องเลยที่เราอยากแชร์ให้ฟัง เอาไว้คราวหน้าจะมาเล่าเบื้องหลังเบื้องลึกของอาชีพนี้ต่อไปจ้า
 
ปล. มีช่วงแรกๆ ที่เราเริ่มทำงาน ถึงกับท้อจนหาทางไปไม่ถูกเลย กลับมาบ้านร้องไห้ 2-3 วันติดกัน เฟลถึงขีดสุด ขอบคุณพี่ศาน ที่เป็นหลักให้ยึดตอนช่วงต้นเดือนนะคะ ตอนนี้น้องสาวคนนี้เริ่มออกบินเองได้แล้วล่ะเย้ ; u ; V
 
ปล.2 ขอบคุณฟูจังที่เป็นกำลังใจให้ และแนะนำให้เอา TL ที่บ่นๆ ในทวิตมาเขียนรวมกันนะคะ ทำไปทำมา เหมือนแต่ละข้อมันจะแตกย่อยไปได้เยอะเลยทีเดียว  ; ^ ;

            เรื่องของเรื่องค่ะ วันก่อนมีโอกาสได้อ่านงานเขียนของคุณพิศณุ นิลกลัด ในมติชนรายสัปดาห์ ว่าด้วยเรื่องทำอย่างไรให้อายุยืน อ่านแล้วประทับใจมาก เลยเอามาเล่าสู่กันฟังค่ะ

 

            บทความของคุณพิศณุอ้างถึงหนังสือเรื่อง เดอะ ลองเจวิตี้ โปรเจค (The Longevity Project) หรือ โปรเจคการมีชีวิตยืนยาว ซึ่งเป็นการศึกษารวบรวมข้อมูลชาวอเมริกันจำนวน 1,500 คนตั้งแต่เกิดจนตายในช่วงเวลากว่า 80 ปี เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา ดร.เลสลี่ย์ มาร์ติน และ ดร. ฮาเวิร์ด ฟรีด์แมน ซึ่งทั้งสองใช้เวลา 20 ปีในการศึกษารวบรวมข้อมูล

 

            ที่น่าสนใจคือ ผลการศึกษา และเหตุผลสนับสนุนผลการศึกษาเหล่านี้ ซึ่งตอนหนึ่งเขียนไว้ว่า

           

            “จากการศึกษาวิจัยพบว่า กลุ่มคนที่อายุยืน คือคนที่ทำงานหนักวันละหลายชั่วโมง และมีความสุขกับงานที่ทำ เพราะเมื่องานสำเร็จก็รู้สึกภูมิใจ แต่การทำงานที่ใจไม่รัก แม้จะไม่หนัก กลับส่งผลเสียต่อสุขภาพ นอกจากนี้ การเกษียณอายุแล้วนอนอยู่กับบ้านเฉยๆ ไม่ได้ทำให้มีอายุยืนยาวขึ้น คนที่ทำงานไปเรื่อยๆ ด้วยใจรัก แม้จะผ่านวัยทำงานไปแล้วจะมีอายุยืน เพราะได้บริหารสมอง รู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่า”

 

            นั่นหมายถึง เป้าหมายของชีวิต การได้บรรลุเป้าหมายของชีวิตทำให้เรามีความสุข และรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า การได้เห็นงานที่เราทำสำเร็จ ได้ชื่นชมมัน และได้เห็นพัฒนาการของตัวเอง ถือเป็นความสุขสูงสุดอย่างหนึ่งของชีวิตเลยก็ว่าได้

 

            มีหลายๆ คน ทำงานได้ดี โดยที่ไม่ได้รักในงานนั้นๆ เลย แน่นอนว่าผลตอบแทนที่เขาได้รับในรูปของทรัพย์สินเงินทอง การเชิดหน้าชูตาจากสังคมก็อาจทำให้เขาพอใจได้ในระดับหนึ่ง แต่ความสุขจากการทำงานนั้น พูดยากว่าเขาจะสามารถรับรู้และเข้าถึงได้หรือไม่

 

            อาจฟังดูเห็นแก่ตัว และเอาแต่ใจเกินไปหน่อย ถ้าจะบอกว่า เราเองก็ทำงานโดยใช้ความสุขของตัวเองเป็นที่ตั้งค่ะ เราคงทนอยู่ไม่ได้ ถ้าต้องทำงานที่ฝืนใจ หรือตื่นนอนแต่เช้า เพื่อไปตอกบัตรเข้าออฟฟิศ แล้วโหนรถไฟฟ้ากลับบ้านแล้วเข้านอนเพียงแค่รอตื่นไปตอกบัตรในวันต่อไป

 

            จริงๆ แล้วถ้าให้ทำงานที่ไม่ชอบ หรือไม่อยากทำ ก็ทำได้นะคะ แต่มันจะเกิดอารมณ์ฮึดฮัดขึ้นมาทันทีเลยล่ะค่ะ แล้วก็ไม่มีความสุขไปทั้งวัน อยากจะเร่งวันเวลาให้ถึงวันหยุด หรือไม่ก็รีบทำส่งเดช ให้เสร็จเป็นงานๆ ไปเท่านั้น เราเข้าใจความรู้สึกเลยนะคะ ถึงแม้จะเป็นงานเบาแสนเบาแค่ไหน แค่ใจมันไม่ได้อยากทำ แค่กำลังจะลงมือทำ ก็ง่วงซะแล้ว เบื่อเหลือเกิน เข้าใจเลยล่ะค่ะว่า มันบั่นทอนสุขภาพจิตจริงๆ

 

            เคยได้ยินมาว่า ถ้าเวลาในชีวิตคนเรามี 3 ส่วน การทำงาน ก็กินเวลาไปแล้วถึง 1 ส่วน สำหรับเราแล้ว การใช้ 1 ใน 3 ส่วนนั้น ทำงานที่รัก เพื่อพิสูจน์ศักยภาพของตัวเอง และก้าวไปในทางที่ต้องการ ถึงแม้จะไม่ได้ประสบความสำเร็จเลิศเลออะไร เราก็มีความสุขมากๆ แล้ว ทุกวันนี้ เวลาได้มองภาพที่ตัวเองตั้งใจวาด แล้วพอใจกับมันมากๆ เราก็ยิ้มออกแล้วล่ะค่ะ

 

            นอกจากการได้ทำงานที่อยากทำจะทำให้มีความสุขแล้ว มันยังเป็นแรงผลักดันให้ตัวเราเองพยายามพัฒนาสิ่งที่ทำอยู่ ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปด้วยค่ะ และการพัฒนานี้ก็ไม่ต้องมีกฎเกณฑ์มาบังคับอะไรให้มากมาย เพราะเรามีแรงผลักดันด้วยความชอบอยู่ในตัวแล้ว อะไรๆ ก็ง่ายขึ้น ที่เหลือก็แค่ชั่วโมงในการฝึกฝน และความพยายามในการขวนขวายหาความรู้ของตัวเองเท่านั้นค่ะ

 

            เราไม่แปลกใจเลยที่ผลการศึกษาบอกว่าการได้ทำงานที่ชอบมีส่วนช่วยให้อายุยืน เพราะเราได้สัมผัสมาแล้วว่า การได้ทำในสิ่งที่รัก มันทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้นมากเลยค่ะ

 

            ใครที่ยังไม่รู้ ว่าอยากจะทำอะไรในอนาคต ก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไรนะคะ ยังมีเพื่อนเราอีกหลายคน ที่เรียนจบไปแล้ว ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบทำงานในด้านไหน แต่ขอให้อย่าหยุดอยู่กับที่ก็พอค่ะ หาประสบการณ์ในด้านต่างๆ ไปเรื่อยๆ แล้วต้องพบกับงานที่ทำแล้วมีความสุขอย่างแน่นอนค่ะ

ไม่อยู่ชั่วคราวค่ะ

posted on 29 Apr 2011 16:59 by lunar
จขบ. ไปทำสารนิพนธ์
เพื่อให้จบปริญญาตรีค่ะ
รูปวาดใดๆ ที่ติดค้าง จะวาดให้ต่อ หลังจากเสร็จสารนิพนธ์นะคะ
ขอบคุณจ้า
Embarassed